Deal of The Day !!!

[Knowledge] มารู้จักแอมป์แต่ละคลาสกันเถอะ Class A, B, AB, D มันคืออะไรกันน้อ


     กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ หลังจากที่เผยแพร่บทความ "มาเรียนวิธีอ่านสเปคลำโพงแบบเข้าใจง่ายๆกันดีกว่า" ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีมากมาย มีผู้อ่านจนถึงตอนนี้จะหมื่นคนแล้วจึงทำให้มีกำลังใจจะเขียนบทความดีๆออกมาให้ได้อ่านกันอีกเรื่อยๆ

     ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงคลาสของแอมป์กันว่าที่คุณผู้อ่านเคยเห็น แอมป์คลาส A, B, A/B, D และอื่นๆ มันคืออะไรและมันมีข้อดีในแต่ละคลาสอย่างไร เพื่อความเข้าใจง่ายๆผมจะพูดถึงแค่ 4 คลาสเท่านั้นพอ เนื่องจากในวงการเครื่องเสียงของเรามักจะเจอกันแค่นี้แหละ 4 คลาสหลักๆ (เอาจริงๆแล้วมีแต่ A, B, A/B ซะส่วนมากด้วยซ้ำในวงการ Hiend) เพื่อไม่ให้การเสียเวลาเราไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ


Class A 

     ภาคขยายของวงจรแบบ Class A นั้น จะมีการจ่ายกระแสให้กับทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลาถึงแม้ว่าจะไม่มีสัญญาณ input เข้ามาเลยก็ตาม การที่มีกระแสไฟไหลผ่านทรานซิสเตอร์ในปริมาณสูงตลอดเวลาจึงทำให้แอมป์ชนิดนี้มีความร้อนมาก (หลักการเดียวกับเตารีดเลย เปิดไฟทิ้งไว้ตลอดเวลา) ข้อดีของวงจร Class A นั้นก็คือทำให้มีค่าความเพี้ยนต่ำกว่าวงจรชนิดอื่นๆ มีความต่อเนื่องลื่นไหลเนื่องจากว่ามีกระแสไฟพร้อมให้ใช้งานได้ตลอดเวลา ส่วนข้อเสียก็คือแอมป์ Class A นั้น มีการสูญเสียทางไฟฟ้าเกิดขึ้นจำนวนมากเนื่องจากต้องจ่ายไฟแบบเต็มกำลังทิ้งไว้ตลอดเวลานั่นเองและให้กำลังขับได้ไม่สูงนัก เพราะถ้าทำแอมป์ Class A ที่มีกำลังขับสูงมากๆนั้นจะต้องใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่มากๆ และแผงระบายความร้อนขนาดใหญ่ ก็จะทำให้แอมป์มีขนาดที่ใหญ่มากและมีน้ำหนักมากตามไปด้วย

     อ่านมาถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าบางคนก็ยังงงกับการทำงานแบบ Class A อยู่ การจ่ายไฟแบบ Class A นั้นเปรียบได้เสมือนกับการล้างจานและเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลา เมื่อใดที่คุณจะล้างจานคุณก็จะมีน้ำให้ใช้ได้อย่างทันท่วงที แต่ในขณะที่คุณไม่ได้ใช้น้ำ น้ำก็จะถูกเปิดทิ้งไปอย่างสิ้นเปลืองนั่นเอง


 Class B

     ภาคขยายของวงจรแบบ Class B นั้นเรียกได้ว่าแตกต่างจาก Class A อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการทำงานของ Class B นั้น จะทำงานก็ต่อเมื่อมีสัญญาณ input เข้ามา วงจรถึงจะทำการขยายสัญญาณ แอมป์ชนิดนี้ข้อดีคือทำกำลังขยายได้สูง มีการสูญเสียน้อยมาก ส่วนข้อเสียน่ะเหรอ การทำงานของ Class B ทำให้มีความเพี้ยนเกิดขึ้นสูงมาก และเสียงที่ได้ไม่มีคณภาพเอาซะเลย ตอนนี้ไม่น่าจะมีใช้ทำแอมป์คลาส B ออกมาใช้แล้ว ยกเว้นงานเฉพาะทางจริงๆ

     แอมป์ Class B เปรียบเสมือนการล้างจาน แล้วเปิดก๊อกเมื่อต้องการใช้น้ำ พอใช้เสร็จก็ปิดน้ำ มาถูจานด้วยฟ้องน้ำต่อ พอจะล้างอีกทีก็ไปเปิดน้ำใหม่ ทำให้การทำงานเป็นไปได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง เสียงที่ได้ก็เป็นแบบนี้แหละ

http://smarturl.it/partch

 Class A/B

     แอมป์ Class A/B เป็นการผสมผสานระหว่างข้อดีของ Class A กับ Class B เข้าด้วยกัน คือการปล่อยกระแสไหลผ่านทรานซิสเตอร์ไว้ตลอดเวลาเพียงเล็กน้อย และจ่ายกระแสเต็มที่เมื่อมีสัญญาณ input เข้ามา ประโยชน์ของการทำแบบนี้จะทำให้ สัญญาณ input ที่มีขนาดเล็กสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องเพราะกระแสไฟปริมาณน้อยถูกปล่อยทิ้งไว้ในวงจรบางส่วนตลอดเวลานั่นเอง (จริงๆมันซับซ้อนกว่านี้นะแต่โดยหลักการทำงานก็ประมาณนี้แหละครับ)

     ข้อดีของแอมป์ชนิดนี้มีมากมายเหลือเกินทั้งให้เสียงที่ดีเลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่เท่า Class A แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าดีทีเดียว และยังทำกำลังขับได้สูงกว่าเกิดความร้อนและการสูญเสียทางไฟฟ้าน้อยกว่า Class A อีกด้วย แอมป์ Class A/B น่าจะเป็นภาคขยายที่ได้รับความนิยมที่สุดทั้งในคุณภาพเสียงและงบประมาณอยู่ในระดับที่จะทำให้ถูกหรือจะทำแพงๆก็ทำได้ทั้งนั้น

     แอมป์ Class A/B เปรียบเสมือนการล้างจาน แล้วเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้เบาๆ เมื่อมีจุดที่ต้องล้างเล็กๆน้อยๆก็สามารถใช้น้ำได้ทันที

Class D

     มาถึงอันสุดท้ายที่จะพูดถึงคือแอมป์ Class D นั่นเองเนื่องจากมันไม่ค่อยนิยมในหมู่นักเล่น Audiophile นักและในหลักการก็ยากเกินไปที่จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆด้วย ก็จะพูดคร่าวๆแล้วกันนะครับ
   
     แอมป์ Class D นั่น มีการทำงานคล้ายๆ Class B นั่นคือการเปิด-ปิด กระแสเมื่อมีสัญญาณ Input เข้ามาแต่ทฤษฎีและการออกแบบนั้นต่างกันสิ้นเชิง แอมป์ Class D นั้นส่วนมากจะใช้ Switching Power Supply เป็นแหล่งจ่ายไฟแทนที่ของหม้อแปลง และใช้การขยายสัญญาณแบบ PWM (Pulse Width Modulate) ทำให้แอมป์มีขนาดเล็ก และมีกำลังขับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับขนาดของแอมป์ และมีความร้อนสะสมน้อย แอมป์ Class D เป็นแอมป์ที่มักจะเน้นไปในเรื่องของพละกำลังแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนใหญ่จึงนำมาทำเป็นแอมป์ขับซับวูฟเฟอร์ หรือ แอมป์ตัวเล็กๆที่ต้องการพละกำลังสูงๆ แรงๆ หนักๆ แต่เพียงอย่างเดียว ส่วนคุณภาพเสียงน่ะเหรอ ลืมไปได้เลย

     แอมป์ Class D เปรียบเสมือนการล้างจาน แล้วเปิดก๊อกน้ำปิดอย่างรวดเร็วรัวๆสลับไปมาต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้ใช้น้ำได้อย่างประหยัดคุ้มค่า แต่ก็ไม่ต่อเนื่องนั่นเองครับ (จริงๆมันยากกว่านี้เยอะนะครับเปรียบเทียบแบบนี้อาจจะไม่ตรงเท่าไร แต่ถ้าให้อธิบายให้ถูกต้องมันก็จะไม่ง่ายแล้วหละครับ)

     แอมป์ Hi-end Class D ที่ผมนึกออกตอนนี้คือ Jeff Rowland 102 D เห็นในภาพนี่เหมือนตัวใหญ่นะครับ ตัวจริงพกใส่เป้สะพายหลังได้สบายๆเลย (เห็นเล็กๆแบบนี้แสนกว่าบาทนะคร้าบ)


     ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความแอมป์ Class A จะเป็นแอมป์ที่ดีที่สุด ถ้าเอาแอมป์ Class A ไปฟังเพลงหวานๆ นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและเป็นแนวทางของมัน แต่หากคุณเอาไปฟังเพลงฮิพฮ็อพคุณก็จะได้เสียงที่หย่อนยาน ช้าๆเนิบๆ ซึ่งมันก็จะกลายเป็นแอมป์ที่แย่มากๆ เพราะฉะนั้นเลือกแนวเพลงที่ตัวเองชอบฟังก่อนเลือกประเภทของแอมป์เสมอนะครับ ซื้อตามคนอื่นไม่ได้แปลว่ามันจะดีสำหรับเรา วันนี้ก็ขอลาไปเท่านี้ครับแล้วพบกันใหม่สวัสดีครับ

Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

smarturl.it/partch

[Knowledge] มาเรียนวิธีอ่านสเปคลำโพงแบบเข้าใจง่ายๆกันดีกว่า


     สวัสดีครับ ขออภัยที่หายไปหลายวันเนื่องจากงานเข้าหนักมากเลยไม่มีเวลามาเขียนบทความให้อ่านกัน วันนี้ไม่ได้มากับรีวิวแต่จะเอาวิธีอ่านสเปคลำโพงกันแบบง่ายๆระดับเบื้องต้น เอาแค่รู้ว่าค่าแต่ละอย่างคืออะไร Power, Sensitivity, Impedance เดี๋ยววันนี้จะมาอธิบายให้ฟังกันเป็นภาษาชาวบ้านที่เราพูดๆกันดีกว่า เพราะถ้าให้ร่ายยาวภาษาวิชาการผมว่าจะพาให้ไม่เข้าใจกันไปอีกเนอะ

     ลำโพงตัวที่ผมหยิบมาเป็นตัวอย่างวันนี้ ไม่ใช่ลำโพงใหม่หน้าไหนแต่เป็นลำโพงเล็กๆที่หลายคนคงเคยได้เห็นได้ลองฟังกันมาพอสมควรแล้วนั่นก็คือเข้า NHT Absolute Zero ตัวนี้นี่เอง หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงเลือกลำโพงตัวนี้มาเป็นตัวอย่าง เพราะเจ้าลำโพงตัวนี้มีความพิเศษไม่เหมือนชาวบ้านอยู่นี่เองครับ

System type
Bookshelf Speaker

Configuration 
2-way, acoustic suspension design
Woofer - 1 x 5.25” polypropylene woofers
Tweeter – 1x 1” aluminum dome tweeter

Cabinet Material
25 mm MDF baffle, all other panels and internal braces 12 mm


Finish
High Gloss Black/White

Power Handling
100W


Frequency Response
71Hz-20kHz


Crossover Frequency
--, 3 kHz 


Sensitivity
86dB

Impedance
6 Ohms



1. System type
Bookshelf Speaker

     เริ่มที่ตัวแรกอันนี้ง่ายๆเลย ก็คือลำโพงตัวนี้เป็นลำโพงประเภท ลำโพงวางหิ้ง ในประเภทอื่นๆก็จะเป็น Floor Standing (ลำโพงตั้งพื้น) หรือ Center Channel (ลำโพงเซ็นเตอร์) นั่นเองครับ

2. Configuration 
2-way, acoustic suspension design
Woofer - 1 x 5.25” polypropylene woofers
Tweeter – 1x 1” aluminum dome tweeter

ถัดมาคือลำโพงตัวนี้มีดอกลำโพงสองดอกคือ
1. ดอก Woofer ขนาด 5.25 นิ้วกรวยลำโพงทำจากวัสดุประเภท polopropylene หรือที่เราเรียกกันว่าพลาสติก pp นั่นเองครับ
2. ดอก Tweeter ขนาด 1 นิ้ว กรวยลำโพงทำจากวัสดุประเภท อลูมินั่ม

3. Cabinet Material
25 mm MDF baffle, all other panels and internal braces 12 mm


     ตัวตู้ลำโพงทำจากไม้ MDF ขนาด 25 มม. ส่วน Panel ชิ้นส่วนข้างในมีความหนา 12 มม. (ส่วนมากลำโพงไม่ค่อยมีใครทำจากไม้จริงนะครับ เพราะว่าเนื้อมันยืดหดไม่เท่ากัน ทำให้เสียงสองข้างไม่เท่ากันครับ)

4. Finish
High Gloss Black/White

     วัสดุปิดผิวตู้ลำโพง ลำโพง NHT Abosolute Zero นี้ใช้วิธีทำสี High Gloss ถ้าเป็นลำโพงทั่วๆไปสีไม้ที่เราเห็นก็จะเป็น Veneer แปะผิว

5. Power Handling
100W


     มาถึงตัวสำคัญที่หลายคนสงสัยว่าทำไมลำโพงมีเขียนวัตต์ไว้ข้างหลังลำโพงด้วย (อ่านถึงตรงนี้แล้วเดินไปดูลำโพงตัวเองเลยครับ) เจ้าตัวเลขตัวนี้คือ กำลังที่เหมาะสมในการขับลำโพงตัวนี้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง จุดนี้มีคำถามว่า "แอมป์ผม 100 วัตต์ ลำโพงตัวนี้ Power Handling 100 วัตต์ ขับได้มั้ย" มาดูคำตอบแบบง่ายๆกันครับ อ่านให้เข้าใจทีเดียวจำได้ตลอดชีวิตครับไม่ต้องท่อง

     ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับรถยนต์ โดยให้กำลังขับของแอมป์เป็นความเร็วสูงสุดที่รถยนต์วิ่งได้ ส่วน Power Handling ของลำโพงเป็นความเร็วที่ต้องการ

     รถยนต์มี Top Speed = 100km/h ถามว่าจะให้รถคันนี้วิ่ง 100km/h ยาวๆแช่นานๆเป็นชั่วโมงได้มั้ยครับ?

     คำตอบคือไม่ได้จริงมั้ยครับ จริงอยู่ว่าอาจจะวิ่งขึ้นไปถึง 100 km/h ได้แต่ก็ต้องเค้นกันออกมาสุดๆ กดคันเร่งมิด เข็มวัดรอบลากขึ้นไปเรดไลน์ สิ่งที่ตามมาคือพังครับ แล้วเราควรจะทำยังไงดีล่ะ คำตอบคือเปลี่ยนรถครับ

     รถยนต์มี Top Speed = 200km/h ถามว่าจะให้รถคันนี้วิ่ง 100km/h ยาวๆแช่นานๆได้มั้ยครับ?

     เห็นภาพเลยใช่ไหครับ แอมป์กับลำโพงก็เช่นกัน แอมป์กำลังขับเพียง 50 วัตต์ก็สามารถขับลำโพง 100 วัตต์ได้ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ประสิทธิภาพที่แท้จริงของลำโพงออกมานั่นเอง เพราะสิ่งที่แอมป์กระทำกับลำโพงนั่นคือการทำให้ลำโพงขยับตามต้องการ ด้วยการฉุดกระชากลากถู สั่นหยุดๆสลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว

     ก็เปรียบได้ดั่งรถแรงม้าสูง จะกด จะกระชาก จะเบรค มันก็สั่งได้ดั่งใจ แต่ถ้าเป็นรถแรงม้าน้อย เหยีบก็ไม่วิ่ง จะเร่งก็ไม่ไป จะหยุดเบรคก็ไม่ค่อยจะดี ก็เป็นเช่นนี้แหละครับ

     คำถามยอดฮิต แอมป์ตัวนี้ขับลำโพงตัวนี้ไหวมั้ย เดินไปดูกำลังขับเทียบกันเลยครับแล้วนึกภาพตามสิ่งที่ผมบรรยายไปเมื่อกี๊ ท่านจะได้คำตอบขึ้นมาอย่างชัดแจ้งเลยทีเดียว

http://smarturl.it/partch


6. Frequency Response
71Hz-20kHz


     ค่านี้ก็ง่ายๆไม่มีอะไรครับ บอกว่าลำโพงตัวนี้ตอบสนองความถี่ได้ ต่ำได้ต่ำสุด 71Hz สูงสุดที่ 20 KHz

7. Crossover Frequency
--, 3 kHz 


     Crossover ก็คือจุดตัดความถี่นั่นเองครับแปลว่า ความถี่ที่ต่ำกว่า 3 kHz จะถูกส่งไปออกลำโพง Woofer ส่วนความถี่ที่สูงกว่า 3 kHz จะถูกส่งออกลำโพง Tweeter

8. Sensitivity
86dB

     เป็นคำถามยอดฮิตอีกแล้วค่าความไวของลำโพง และเป็นสิ่งที่อธิบายยากมากๆเสียด้วย เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนเลยครับ

     Sensitivity 86dB หมายถึง เมื่อเราจ่ายไฟ 1W ที่ความถี่ 1kHz ให้กับลำโพงดอกนี้ ที่ระยะห่าง 1 เมตร เราจะได้ยินเสียงดัง 86 เดซิเบล

     แล้ว 86 dB กับ 89 dB ต่างกันนิดเดียว ขับยากต่างกันแค่ไหน ระดับความดังของเสียงถูกจัดอยู่ใน log scale ดังนั้นขอให้จำไว้ง่ายๆไม่ต้องไปคิดคำนวณให้ปวดหัว ตัวเลขห่างกันเพียงแค่ 3dB ดังต่างกันถึง 2 เท่าตัวเลยทีเดียว

     เห็นมั้ยครับเข้า Absolute Zero นี้ เห็นตัวเล็กๆจิ๋วๆแบบนี้ มาพร้อมกับ 100w Power Handling, Sensitivity 86 dB และยังเป็นตู้ปิด บอกได้เลยว่าโหดครับ

9. Impedance
6 Ohms

     มาถึงค่าสุดท้าย ค่านี้คือค่า Norminal Impedance โดยปกติลำโพงทั่วไปจะมีความต้านทานรวมที่ 4, 6, 8, 16 โอห์ม ยิ่งความต้านทานน้อย ยิ่งกินกระแสไฟมากเพื่อให้ได้เสียงที่ดังตามต้องการ

     เป็นยังไงครับอ่านกันมายาวนานมากวันนี้ ก็ขอให้ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านได้เก็บไว้เป็นความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อลำโพงหรือแอมป์ให้เหมาะสมกันนะครับ จะได้ไม่เสียดายว่าซื้อแอมป์มาแล้วขับไม่ออก หรือใช้ลำโพงไม่เต็มประสิทธิภาพนั่นเอง วันนี้สวัสดีครับ 

Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

smarturl.it/partch

[Review] รีวิว สายลำโพง ซีรี่ 7 รุ่นเล็กทั้ง 4 รุ่นของ Wireworld - Horizon, Stream, Luna, Solstice

http://smarturl.it/shop-ireneaudio

     สวัสดีครับ ห่างหายกันไปพักนึงเนื่องจากอาทิตย์ที่แล้วงานเข้าหนักมาวันนี้เช้าวันเสาร์สบายๆ ก็เลยมาเขียนรีวิวให้อ่านกันอีกแล้วครับ วันนี้เราจะมารีวิวสายลำโพงรุ่นเล็กของ Wireworld ซีรี่ 7 ซึ่งเป็นซีรี่ล่าสุดของ Wireworld ให้ฟังกันว่าแต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไรและควรนำไปใช้กับอะไรดี

     สายลำโพง Wireworld ทั้งหมดมีด้วยกันถึง 11 รุ่นเลยทีเดียวไล่จากเล็กไปหาใหญ่ได้แก่

1. HORIZON
2. STREAM 7
3. LUNA 7
4. SOLSTICE 7
5. OASIS 7
6. EQUINOX 7
7. MINI ECLIPSE 7
8. ECLIPSE 7
9. SILVER ECLIPSE 7
10. GOLD ECLIPSE 7
11. PLATINUM ECLIPSE 7


     ในวันนี้เราจะพูดถึงในกลุ่ม ซีรี่เล็กของ Wireworld ได้แก่ Horizon, Stream, Luna, Solstice เท่านั้นแต่จะส่งรีวิวรุ่นใหญ่ๆตามมาทีหลัง หลายคนคงสงสัยใช่ไหมครับว่าทำไมเป็นแบบนั้น คำตอบก็คือจะมีสายลำโพงแค่ 4 รุ่นเล็กเท่านั้นที่เป็นสายตัดแบ่งมาเป็นม้วน สามารถ Custom ได้ เลือกตามความยาวได้ตามต้องการ เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่นำไปใช้กับชุดโฮมเธียเตอร์ที่ต้องการความยาวสายแต่ละเส้นตามขนาดของซิสเต็มตัวเอง เนื่องจากในซีรี่ที่สูงกว่านี้จะเป็นสายประกอบสำเร็จรูปมาจากโรงงานเลยทำให้การเลือกความยาวที่ต้องการไม่ค่อยยืดหยุ่นเหมือนสายตัดแบ่งนั่นเอง
     

     เอาละครับเกริ่นกันมาพอรู้จักสายลำโพง Wireworld กันคร่าวๆแล้วก็ไปเข้าเรื่องกันเลยครับ

http://smarturl.it/shop-ireneaudio
   
     เรามาเริ่มกันที่รุ่นที่ยอดนิยมที่สุดกันก่อนอย่าง Wireworld Solstice 7 เจ้าสายลำโพง Wireworld Solstice 7 เนี่ย เป็นสายที่มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์จาก Wireworld ซึ่งเรียกว่า Quad DNA Helix เป็นคุณสมบัติที่มีเฉพาะในซีรี่ 7 เท่านั้น (ซีรี่ที่เก่าลงไปอย่าง 6 สายไม่ได้เป็นแบบนี้ครับ) ที่ช่วยลด Electromagnetic (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) และยังช่วยลดทอนสัญญาณรบกวนได้เป็นอย่างดี




     "Close your eyes and feel the guitarist’s fingertips sliding along the strings as he prepares to strike a new chord. Hear the vocalist draw a breath before the song begins"

     สายลำโพง Wireworld Solstice 7 ให้เสียงที่มีความเปิดโปร่ง ใสสะอาด มีรายละเอียดที่ดีมาก อีกทั้งยังคงมีเสียงเบสที่กลมกล่อม นุ่มนวล โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงบางแต่อย่างใดทั้งๆที่สายเน้นไปในทางโทนสว่าง เหมาะกับการฟังเพลงในหลายๆรูปแบบอย่างเช่น เพลงร้อง เพลงป๊อป หรือ เพลงบอสซาโนว่า ก็ฟังได้อย่างลื่นไหลสบายหูจริงๆ สายลำโพง Wireworld Solstice 7 เป็นที่นิยมไม่ว่าจะเป็นทั้ง ชุดฟังเพลง หรือ ชุดดูหนังก็สามารถเลือกใช้เจ้าสายลำโพง Wireworld Solstice 7 มาประจำการไว้ที่ลำโพงคู่หน้าได้เช่นกัน

    
http://smarturl.it/shop-ireneaudio

     ถัดมาเป็นสายลำโพง Wireworld Luna 7 สายลำโพงเส้นนี้เป็นตัวที่ได้รางวัล What Hifi 5 ดาวแดงโดยที่ทาง What Hifi ได้ให้ Comment ไว้ดังนี้


     ด้วยราคาค่าตัวที่เรียกว่าไม่แพงเลยและเสียงที่ได้เรียกว่าใกล้เคียงกับ Wireworld Solstice 7 แทบไม่มีเลยมีเพียงน้ำหนักเสียงและเสียงเบสที่ด้อยกว่าเล็กน้อยจึงทำให้ Wireworld Luna 7 คว้ารางวัลนี้ไปนอนกอดได้อย่างง่ายดาย

     ทั้ง Wireworld Solstice 7 และ Wireworld Luna 7 ต่างก็เป็นสายลำโพงที่ให้เสียงคล้ายๆกัน ก็ต้องเลือกแล้วระหว่างเอาประหยัดก็เลือก Wireworld Luna 7 แต่ถ้าไม่ติดขัดในเรื่องงบประมาณขยับอีกเล็กน้อย (น้อยจริงๆนะ) ก็ไปเอา Solstice 7 มาเล่นเลยดีกว่าไม่ค้างคาใจ


    สายลำโพงทั้งสองรุ่น สามารถทำเป็นสาย Single Wire หรือ Bi-Wire ก็ได้


http://smarturl.it/shop-ireneaudio

     ถัดมาที่รุ่นต่อไปคือ Wireworld Stream 7 ตัวนี้นักเล่นส่วนใหญ่มักจะนำไปประจำการเป็นสาย Surround เนื่องจากเสียงที่ดีและมีราคาถูกทำให้การลากสายระดับหลายสิบเมตรไม่ใช่ปัญหา ในเรื่องงบประมาณอีกต่อไป อีกทั้งสายนี้ก็ยังสามารถนำไปใช้กับคู่หน้าที่เป็นชุดเล็กๆหรือชุดฟังเพลงเล็กๆบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย เป็นสายที่ให้เสียงที่ดีเกินตัวมากๆ อีกทั้งสายยังมีขนาดเล็กทำให้ลอดผ่านที่แคบๆได้อย่างง่ายดาย


http://smarturl.it/shop-ireneaudio 

     มาถึงรุ่นสุดท้าย Wireworld Horizon 7 สายเส้นนี้มีลักษณะไม่เหมือนรุ่นพี่ๆเนื่องจากได้รับการออกแบบมาให้เป็นสายที่แบน สามารถเดินสายลอดได้พรมได้โดยที่เดินผ่านแล้วไม่รู้สึกเลยว่ามีสายลำโพงซ่อนอยู่ข้างใต้ เนื่องด้วยการออกแบบให้เป็นสายแบนจึงทำให้แม้สายมีขนาดเล็กแต่หน้าตัดทองแดงไม่ได้เล็กตาม เนื่องจากมีขนาดทองแดงใหญ่เทียบเท่า Gauge: 16AWG  |  1.25 sq. mm เลยทีเดียว สายเลี้ยวได้เดินหักมุม 90 องศาก็ยังทำได้สบายๆ จึงเหมาะกับการเดินลัดเลาะผนังหรือใต้พรมเพื่อทำการซ่อนสายให้สวยงามจริงๆ
     
     เชื่อไหมครับหลายๆคนต้องการเดินสายลำโพงแบบซ่อนสายเพื่อความสวยงาม แต่สายที่สามารถทำแบบนั้นได้จะมีซักกี่ยี่ห้อครับที่ทำมาให้แบบ แบนแนบไปกับพื้นผิวและยังให้เสียงที่ดีอีกด้วย เจ้าสิ่งที่ว่านั้นอยู่ตรงนี้แล้วครับในสายลำโพงที่มีชื่อว่า Wireworld Horizon 7

     ยังๆ ความยืดหยุ่นของเจ้าสายลำโพง Wireworld Horizon 7 ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แม้กระทั่งปัญหาเรื่องสายลำโพงในรถยนต์ที่ต้องการความเล็ก บาง และความยืดหยุ่นของสาย แต่ในรถยนต์มีแต่สายจีนราคาถูก เจ้า Wireworld Horizon 7 นี่แหละจะมาเป็นพระเอกแก้ปัญหาให้คุณได้อย่างหมดจดเลยจริงๆ

     จบกันไปแล้วนะครับ พอหอมปากหอมคอกับรีวิวสายลำโพง Wireworld ซีรี่ 7 ในรุ่นเล็กทั้ง 4 รุ่น คงจะพอให้ไอเดียทุกท่านในการตัดสินใจเลือกซื้อสายลำโพงมาประจำการในซิสเต็มได้นะครับ

     ใครสนใจ ก็สั่งซื้อได้ทาง Online Store ที่สามารถเก็บเงินปลายทางหรือชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้พร้อมส่วนลดต่างๆมาก มาย หรือจะไปซื้อตามร้านตัวแทนจำหน่ายอย่าง ร้าน Taan@อัมรินทร์ พลาซ่า และ LennShop ซีคอนสแควร์ ศรีนคินทร์ ก็ได้เลยครับ หรือจะโทรมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสั่งซื้อกับทาง Irene Audio ก็ยินดีครับ เข้ามาที่ Facebook แฟนเพจได้เลยครับ

http://smarturl.it/shop-ireneaudio

Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

smarturl.it/partch

[Review] รีวิว ปลั๊กกรองไฟ Monster Green Power HT 800G+

http://smarturl.it/shop-ireneaudio
     สวัสดีครับวันนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศจากรีวิวสายต่างๆมารีวิวปลั๊กกรองไฟกันบ้างดีกว่า วันนี้ผมจะมาแนะนำปลั๊กกรองไฟที่เรียกว่า คุณภาพดี ราคาโดนใจ มีช่องเสียบเยอะ อีกทั้งฟังก์ชั่นทุกอย่างครบครันอย่างเจ้า Monster Green Power HT 800G+ ตัวนี้ ประสิทธิภาพและการใช้งานจะเป็นอย่างไรเราไปดูกันครับ

     เจ้าปลั๊กกรองไฟ Monster Green Power HT 800G+ ออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับชุดเครื่องเสียงไม่ว่าจะเป็นชุดฟังเพลงหรือชุดโฮมเธียเตอร์ มาพร้อมกับสายไฟ Monster Powerline อันโด่งดังของ Monster อีกด้วยพร้อมทั้งฟังก็ชั่นต่างๆมากมายดังนี้

- มาพร้อมกับช่องเสียบแบบ Universal ถึง 8 ช่อง
- Filter สัญญาณรบกวน เพื่อภาพและเสียงที่คมชัดยิ่งขึ้น
- ป้องกัน Surge ที่ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย
- สวิตซ์ควมคุมการปิดเปิด
- ไฟแสดงสถานะ Protection ON, Clean Power, Ground OK
- Low pass filter สำหรับป้องกัน Cable TV และ ช่องเสียบสายอากาศทีวี
- บอดี้ออกแบบมาในแนวกว้าง สามารถวางได้อย่างมั่นคง
- Color Code และ Label สำหรับอุปกรณ์ชนิดต่างๆ
- ขั้วต่อชุบทอง 24K
- หัวปลั๊กแบบแบน 90 องศา สามารถเสียบในที่แคบๆได้อย่างง่ายดาย
- มาพร้อมกับสายไฟยาวถึง 2 เมตร และใช้สายไฟเกรดพรีเมี่ยมระดับ Monster Power Line 100

     ในเรื่องของการใช้งานทางด้านเสียง เมื่อนำเจ้า Monster Green Power HT 800G+ มาต่อเป็นปลั๊กพ่วงเพื่อใช้กับเครื่องเสียง พบว่าสัญญาณรบกวนที่มีในระบบหายไปอย่างชัดเจน ทำให้เสียงสะอาดขึ้น และมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้แบ๊คกราวน์ดูสงัดขึ้นทันตาเห็น เรียกได้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแบบไม่ต้องเพ่งหรือนั่งจับผิดเลยหละครับ

      ในส่วนของการใช้งานทางด้านภาพ Monster Green Power HT 800G+ ไม่ว่าจะเป็นการต่อกับทีวี หรือ เครื่องเล่นบลูเรย์ พบว่า noise ที่เป็นเม็ดๆน้อยลง (ใครว่าปกติไม่มี noise ลองไปมองดูใกล้ๆทีวีจะเห็นเป็นเม็ดๆเลยนะครับ นั่งไกลๆมองไม่เห็น) เมื่อภาพไม่มี noise ก็ทำให้สีสันชัดเจนขึ้นมานิดนึง มีความคมชัดเพิ่มมากขึ้น สีดำมีความดำมากขึ้นและแสดงรายละเอียดในที่มืดได้ดีขึ้นมาบ้าง (แต่ถ้าอยากให้ดำมากแนะนำให้ไปซื้อ OLED ทีวีครับ 555 อันนั้นดำสะใจจริงๆ)

     เป็นไงกันบ้างครับรีวิวแบบรวมรัดไม่เปลืองเวลาอ่านเน้นๆเนื้อๆได้ใจความกับเจ้าปลั๊กกรองไฟ Monster Green Power HT 800G+ มากความสามารถตัวนี้ ทั้งเรื่องที่มีช่องเสียบให้มากถึง 8 ช่องแบบ universal ที่เรียกว่าพกพาไปใช้ได้ทั่วโลกเลย อีกทั้งยังป้องกันสัญญาณรบกวน กันไฟกระชาก มีสวิตซ์ปิดเปิดมาให้อีกต่างหาก และที่สำคัญที่สุดคือ ให้สายไฟอย่าง Monster Powerline 100 ติดเครื่องมาด้วย !! เรียกว่าจัดเต็มให้ทุกส่วนจริงๆ สำหรับเจ้าปลั๊ก Monster Green Power HT 800G+

     ในเมื่อรู้ฟังก์ชั่นและความสามารถอันหลากหลายของเจ้า Monster Green Power HT 800G+ แล้ว ถ้าอยากรู้ราคาก็กดลงไปดูในลิ๊งด้านล่างนี้ได้เลยครับ วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ

http://smarturl.it/shop-ireneaudio

Irene Audio

Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

http://smarturl.it/partch

[Review] รีวิว สายสัญญาณ Nordost Blue Heaven 2

smarturl.it/shop-ireneaudio

     สวัสดีครับ จากคราวที่แล้วเราปล่อยบทความของ Transparent ไปให้อ่าน วันนี้มาเปลี่ยนบรรยากาศกลับมาที่สายระดับเริ่มต้นพื้นๆกันบ้างดีกว่า วันนี้จะเป็นคิวของรีวิวสายสัญญาณยอดนิยมอย่าง Nordost Blue Heaven 2 เดี๋ยวจะมารีวิวให้ฟังกันว่าอะไรคือจุดเด่น จุดด้อย และเสียงของสายเส้นนี้เป็นยังไง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันได้เลยครับ

     ถ้าพูดถึงสาย RCA ในระดับเริ่มต้นของนักเล่นเครื่องเสียงรับรองว่าต้องมี Nordost อยู่ในกลุ่มที่มีคนพูดถึงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย โดนปกติแล้วจุดสังเกตุที่โดดเด่นของ Nordost คือสายที่แบนเป็นแผ่น แต่ในปัจจุบัน Nordost ได้เปลี่ยนกลับมาใช้สายกลมเหมือนทั่วไป

     แนวเสียงของ Nordost Blue Heaven 2 ก็ยังคงสไตล์เดียวกับ Blue Heaven รุ่นเดิมไม่มีผิดเพี้ยน คือเน้นไปในทางรายละเอียดของเสียงแหลม และความพริ้วไหวของปลายเสียงที่ระเอียดระยิบระยับ แถมยังเพิ่มเติมน้ำหนักเสียงขึ้นมามากกว่ารุ่น Blue Heaven เดิมนิดนึงทำให้ความรู้สึกตอนฟังว่า เสียงมันบางน้อยกว่ารุ่นก่อนๆแฮะ ส่วนเสียงกลางและเสียงเบสอาจจะอ่อนไปนิดนึงเนื่องจากเป็นรุ่นที่ค่อนข้างเล็กของ Nordost ก็จะไม่ขอเรียกว่าเป็นจุดด้อยของรุ่นนี้แล้วกันเนื่องจากว่าปกติแล้ว กว่าที่เราจะได้เสียงกลางที่ใหญ่หนา หรือเสียงเบสที่อิ่มอวบ มีน้ำหนักมีมวล ก็ต้องข้ามไปเล่นกันถึงรุ่นสูงๆแล้ว ดังนั้นการที่ Nordost Blue Heaven 2 จะมีเสียงกลาง และ เสียงเบส ที่ออกไปในทางเบาบางก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร



     การเชื่อมต่อ โดยส่วนมากจะใช้จาก CD หรือ DAC ซะเป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นใครนำไปต่อจาก Pre Amp ไป Power Amp ซักเท่าไรนัก ตัวผมเองก็ไม่เคยลองซะด้วยสิ เอาเป็นว่าถ้าใครมีโอกาสลองก็ฝากลองเผื่อผมหน่อยแล้วกันนะครับ แล้วมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก็ยินดีครับ

     สรุป Nordost Blue Heaven 2 ก็เรียกได้ว่าเป็นสายยอดนิยมสำหรับนักเล่นทุกท่านไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก๋าผมคิดว่าทุกคนก็ล้วนจะต้องได้เคยลองสาย Nordost Blue Heaven นี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นซีรี่รุ่นเก่าที่เป็นสายแบนหรือรุ่นปัจจุบันที่เป็นสายกลม สุดท้ายนี้ก็ขอยกให้เป็นสายเส้นนึงที่หามาเล่นได้เพื่อสั่งสมประสบการณ์ครับ วันนี้ก็ต้องขอลากันไปแค่นี้สวัสดีครับ

Irene Audio
Line: cchalerm


www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop


https://www.citibank.co.th/th/mc/index.html?icid=CC045T

[Knowledge] มาทำความรู้จักรุ่นของสาย Transparent กันดีกว่า XL, MM, MM2 มันคืออะไร !!?


     สวัสดีครับ วันนี้จะมาอธิบายปัญหาคาใจของหลายๆคนที่สับสนในเรื่องรุ่นของสาย Transparent ว่ามีที่มาที่ไปยังไง XL, MM, MM2 นี่มันคือรุ่นไหน หรือมันคืออะไร เดี๋ยวจะไล่ให้กระจ่างแจ้งเข้าใจกันง่ายๆวันนี้เลยครับ ก่อนที่จะเริ่มอธิบายกันก็จะขอเล่าประวัติของ Transparent อย่างคร่าวๆซักเล็กน้อย ซึ่งอาจจะมีคลาดเคลื่อนไปบ้างนะครับเพราะว่าผมก็หาข้อมูลเอาจากแหล่งต่างๆที่หาได้จากกูเกิลนี่แหละ

     Transparent เนี่ยหลังจากที่แยกตัวออกจาก MIT ในปี 1985 แล้ว ก็ได้เริ่มปล่อยสายในชื่อ Transparent ออกมาสู่ตลาดในปี 1993 และก็ได้พัฒนาสายมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน ผมจะขอไม่อธิบายในทุกรุ่นและทุกสายของ Transparent นะครับเพราะว่ามันมีเยอะมากๆและผมก็คงจำได้ไม่หมดด้วย จะขอกล่าวถึงสายลำโพง สายสัญญาณ RCA/XLR และสายไฟที่เราเจอกันบ่อยๆก็น่าจะเพียงพอทำให้เข้าใจกันแล้วว่าไอ้คำว่า XL, MM, MM2 ของ Transparent ที่เราเห็นกันเนี่ยมันคืออะไร




การตั้งชื่อของสาย Transparent แบ่งออกเป็นดังนี้

1. สายสัญญาณ RCA/XLR จะใช้คำว่า "Link" อยู่ในชื่อ
2. สายลำโพง จะใช้คำว่า "Wave" อยู่ในชื่อ
3. สายไฟ จะใช้คำว่า "Power" รวมอยู่ในชื่อ

ส่วนสายประเภทอื่นไม่แน่นอนครับ มีการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายมาก

เรามาดูชื่อรุ่นของ Transparent ในอดีตโดยคร่าวๆที่เราเจอกันบ่อยๆดีกว่าว่ามันมีชื่อรุ่นอะไรบ้าง

สายสัญญาณ 

เรียงลำดับรุ่นเล็กไปหารุ่นใหญ่

- Transparent The Link 100
- Transparent The Link 200
- Transparent Music Link
- Transparent Music Link Plus
- Transparent Music Link Super
- Transparent Music Link Ultra
- Transparent Music Link Reference

สายลำโพง

เรียงลำดับรุ่นเล็กไปหารุ่นใหญ่

- Transparent The Wave 100
- Transparent The Wave 200
- Transparent Music Wave
- Transparent Music Wave Plus
- Transparent Music Wave Super
- Transparent Music Wave Ultra
- Transparent Music Wave Reference

สายไฟ 

 เรียงลำดับรุ่นเล็กไปหารุ่นใหญ่

- Transparent Power Link Plus 
- Transparent Power Link Super
- Transparent Reference Power Link


มาถึงส่วนสำคัญที่ทำให้คนงงแล้วครับว่า XL, MM, MM2 มันคืออะไร

     ผมขอเรียกง่ายๆว่ามันคือ Generation ของสายนั่นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์จะเห็นภาพได้ชัดเจนมา ก็คงจะเหมือนอย่าง Honda Civic 1992 (EG - เตารีด), Civic 1996 (EK - ตาโต), Civic 2001 (ES - Dimension), Civic 2006 (FD - นางฟ้า) อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

     เริ่มแรกสายของ Transparent จะไม่มีตัวหนังสือต่อท้ายเลย พวกนี้อยู่ในช่วงประมาณปี (1985-1997) ยาวนานมากทีเดียวครับ สาย Transparent ในยุคนั้นก็จะมีชื่อโดยประมาณดังนี้ครับ (อาจมีการจำคลาดเคลื่อนนะครับ ข้อมูลที่ถูกต้องหายากมาก พอดีผมเกิดไม่ทัน 555) และต่อมาก็กลายเป็นเทคโนโลยี XL ในปี (1997-2002) แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องให้สับสนอยู่ตามสไตล์ของ Transparent นั่นคือรุ่น XL ก็ยังมีขายอยู่เป็นรุ่นปัจจุบันในซีรี่สูงๆ ถัดมาเป็นรุ่น MM ในปี (2002 - 2008) และต่อด้วยรุ่น MM2 จนถึงปัจจุบัน (ตอนนี้ปี 2016)

Part ตัวอย่าง

     ยกตัวอย่างมาหนึ่งรุ่นที่ Transparent ทำให้เห็นรุ่นชัดเจนที่สุดและมีมาตั้งแต่ Generation แรกๆนั่นคือ Transparent Ultra (ทั้งสายลำโพงและสายสัญญาณ ไม่ยักกะมีสายไฟแฮะแต่มีเครื่องกรองไฟ งงอีกแล้ว)

     - Transparent Music Link Ultra (1985-1997)
     - Transparent Music Link Ultra XL (1997-2002)
     - Transparent Music Link Ultra MM (2002-2008)
     - Transparent Music Link Ultra MM2 (2008-ปัจจุบัน) 

เพียงแค่นี้ Transparent ก็ยังสร้างความสับสนมึนงงให้คนเล่นไม่พอเพราะ พี่แกไม่แปะ XL MM MM2 ไว้ทุกซีรี่นี่สิ 555 บางซีรี่ต้องสังเกตุตามสีป้ายเอาอย่างเช่น 

     - Transparent Music Link Plus จะเป็นสายสีขาวกระเปาะพลาสติกเหลี่ยมสีดำตัวหนังสือสกรีนทอง
     - Transparent Music Link Plus XL จะเป็นสายสีขาวกระเปาะพลาสติกเหลี่ยมสีดำตัวหนังสือนูนทอง
     - Transparent Music Link Plus MM จะเป็นสายสีขาวกระเปาะพลาสติกมนๆป้ายดำตัวหนังสือแดง 
     - Transparent  Music Link Plus MM2 จะเป็นสายสีขาวกระเปาะพลาสติกมนๆป้ายทอง
     - Transparent  Music Link Plus ณ ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าเลิกใช้คำว่า MM2 ไปรึยัง แต่กลายเป็นสายสีเทาเข้มๆกระเปาะดำไปแล้ว

      และทั้งหมดนี้ ไม่มีสกรีน XL, MM, MM2 ที่แยก Generation ต่อท้ายจ้า 555 จะมีแต่ MM กับ MM2 ที่ซ่อนไว้กับ Serial No. ด้านหลัง (แต่ดันเป็นสติกเกอร์แปะมา คนที่จำรุ่นได้ไม่หมดสติกเกอร์หายไปก็ซวยอีก)

     ก่อนที่จะงงไปมากกันกว่านี้ขออนุญาติจบตรงนี้แค่เรื่องพื้นฐานมากๆที่จะทำให้คุณรู้จัก Transparent ขึ้นมาอีกเยอะเลย แต่ถ้าจะจำได้ทั้งหมดผมบอกได้เลยว่าที่ผมเล่าไปน่าจะเป็นแค่ 10% ของ Transparent เท่านั้นเอง เพราะนี่ยังไม่ได้รวมถึงว่าใน Generation เดียวกัน สายทำมาหน้าตาไม่เหมือนกัน และยังไม่รวมถึง RCA/XLR ที่แตกต่างกันอีก ให้พักสายตากัน 10 วินาทีแล้วไปต่อกันที่

รุ่นแรก, XL, MM, MM2 เสียงต่างกันมั้ย?

     ขออีกนิดเดียวครับจะจบแล้วไม่นาน ว่ากันด้วยเรื่องเสียงของสายในแต่ละ Generation นั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนครับ จุดที่ผมว่าต่างกันมากที่สุดขอยกให้เป็น สำเนียง และ บรรยากาศ ที่ในแต่ละ Generation นั้นมีความแตกต่างกันมากที่สุด แต่จะต่างกันยังไงนั้น ต้องลองฟังเองครับผม วันนี้ลากันไปเพียงเท่านี้ครับสวัสดีครับ 

 
Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

https://www.citibank.co.th/th/mc/index.html?icid=CC045T

[Review] รีวิว สายไฟ Wireworld Electra 7


     วันนี้ก็ได้ฤกษ์รีวิวเจ้าสายไฟที่เป็นหนึ่งในสายไฟที่ผมชื่นชอบเสียงที่สุด นั่นก็คือเจ้า Wireworld Electra 7 นั่นเอง สายไฟเส้นนี้เป็นสายไฟที่เริ่มกระโดดมาอยู่ในระดับ Mid-end ถึง เริ่มๆ Hi-end แล้ว เพียงแต่ว่าราคาไม่กระโดดตามขึ้นไปด้วยน่ะสิ เป็นมิตรกับกระเป๋าดีเหลือเกิน แล้วเจ้าสายไฟ Wireworld Electra 7 เส้นนี้มันมีดียังไงบ้าง ผมถึงยกให้เป็นสายในชุดที่ชื่นชอบที่สุด เราไปอ่านรีวิวกันเลยครับ

     สายไฟ Wireworld Electra 7 เส้นนี้ ให้แนวเสียงแตกต่างไปจากทั้ง Wireworld Stratus และ Wireworld Aurora ที่เน้นโทรเสียงไปทางกลางแหลมที่กระจ่างสดใส แต่ Wireworld Electra 7 นั้นให้แนวเสียงที่ หนักแน่น มีพลัง เสียงอิ่มหนา ใหญ่ มีน้ำหนักเสียงที่ดีมาก มีเสียงกลางที่ใหญ่ หนา มีเนื้อเสียงที่ชัดเจนและมีคุณภาพมากๆ ถึงสายไฟ Wireworld Electra 7 จะเน้นเสียงไปทางมิดเรนจ์ และ เบส กระนั้นก็ไม่ทำให้เสียงแหลมด้อยลงไปเลย มีเสียงแหลมเปิดกว้างชัดเจน ไม่อุดอู้ไม่บาดหู อีกด้วย

     สายไฟ Wireworld Electra 7 เหมาะกับการนำไปใช้กับ Integrated Amp หรือ Power Amp เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากให้พละกำลังที่ดีมากๆ ให้เสียงเบสที่ใหญ่ ลงลึก การควบคุมเสียงเบสก็ทำได้ดีมาก ไม่มีอาการเบสบวมหรือเบสล้นให้เห็นเลย เป็นสายที่สามาถควบคุมเสียงโดยรวมได้อย่างดีสุดๆ แต่ถึงจะแนะนำว่าเหมาะกับการใช้กับ Integrated Amp หรือ Power Amp แต่การนำไปใช้กับ CD หรือ DAC หรือแม้กระทั่ง Preamp ก็ให้เสียงที่ดีมากๆด้วยเช่นกัน ถึงเสียงที่ได้จะไม่ได้ออกไปในทางโทนเสียงหวานเหมือน Wireworld Aurora 7 แต่ว่าให้น้ำหนักเสียงและความชัดเจนของตัวโน๊ตรวมถึงเนื้อเสียงที่มากกว่าอีกด้วย

     สายไฟ Wireworld Electra 7 สามารถนำไปฟังได้หลายแนวเพลง แต่แนวเพลงที่แสดงเสียงออกมาได้อย่างโดดเด่นนี่ส่วนตัวผมว่าเป็นเพลงที่เน้นร้องที่ใหญ่ๆและเสียงเบสในการนำเสนอ อย่างพวกเพลงของคุณสุเทพ วงกำแหง เพลงของ เอลวิส เพรสลี่ หรือแม้กระทั่งเพลงแจ๊สที่ใช้ดับเบิลเบส ในการนำเสนอเพลงอย่างโดดเด่น จังหวะจะโคน น้ำเสียงที่ได้มีชีวิตชีวาดีจริงๆ

     สรุป สายไฟ Wireworld Electra 7 เส้นนี้ผมยกให้เป็นสายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลงหรือที่เรียกว่านักฟังเพลงสาย Music Lover สายไฟ Wireworld Electra 7 อาจจะไม่ได้แสดงความคมชัดออกมาในแนวเพลงพวก Audiophile แต่กระนั้นสำหรับผมที่ชื่นชอบการฟังเพลงโดยไม่ได้ฟังจับผิดก็ยกให้เป็นสายไฟที่อยู่ในระดับแนวหน้าเรียกได้ว่าเป็น Top 5 ของสายที่ชื่นชอบแล้วกัน (ใครที่โทรมาคุยกับผมบ่อยๆจะรู้เลยว่าผมชอบสายอะไรบ้าง) และท้ายที่สุดผมบอกได้คำเดียวว่าลืมคำว่า "เสียงบาง" ไปได้เลยถ้าท่านได้รู้จักกับสายเส้นนี้ ขอแนะนำให้ลองกันดูครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

     ใครสนใจ ก็สั่งซื้อได้ทาง Online Store ที่สามารถเก็บเงินปลายทางหรือชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้พร้อมส่วนลดต่างๆมาก มาย หรือจะไปซื้อตามร้านตัวแทนจำหน่ายอย่าง ร้าน Taan@อัมรินทร์ พลาซ่า และ LennShop ซีคอนสแควร์ ศรีนคินทร์ ก็ได้เลยครับ หรือจะโทรมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสั่งซื้อกับทาง Irene Audio ก็ยินดีครับ เข้ามาที่ Facebook แฟนเพจได้เลยครับ สินค้า Wireworld รับประกัน Limited Lifetime ครับ ใช้งานปกติไม่แตกหักถ้าเสียเปลี่ยนตัวใหม่ไปเลยครับ





Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

https://www.citibank.co.th/th/mc/index.html?icid=CC045T
 

[Review] รีวิว สายไฟ Wireworld Aurora 7


http://smarturl.it/shop-ireneaudio

     สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับรีวิวดีๆที่เขียนให้อ่านกันเป็นประจำถึงจะมีอู้งานบ้างก็เถอะ (อู้บ่อยมากบอกเลย 555) ในวันนี้จะมาพูดถึงสายไฟ Wireworld Aurora 7 ที่ขึ้นชื่อในเรื่องเสียงที่นุ่มละมุนหู อ่อนหวาน แล้วในเรื่องอื่นๆจะเป็นยังไงตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ

     สายไฟ Wireworld Aurora 7 เป็นสายไฟรุ่นที่ใหญ่ขึ้นถัดมาจาก Wireworld Stratus 7 ให้แนวเสียงคล้ายๆอัพ Wireworld Stratus 7 แต่ว่ามีรายละเอียดและน้ำหนักเสียงที่มากกว่า ให้บรรยากาศได้ดีเลยทีเดียว อีกทั้งจุดเด่นของ Wireworld Aurora 7 นี้เป็นสายที่ช่วยเสริมให้เสียงร้องมีความหวาน ต่อเนื่องละมุนละไมน่าสัมผัสยิ่งนัก เพลงร้องผู้ ญ สายเส้นนี้ทำได้ดีมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สุดโต่งเท่าพวก Transparent Reference ที่เอาดีทางเพลงร้องอย่างเดียว แต่ Wireworld Aurora 7 ยังสามารถฟังเพลงทั่วไปได้เป็นอย่างดีอีกด้วย




     การนำ Wireworld Aurora 7 ไปใช้กับ CD Player หรือ DAC น่าจะเป็นจุดที่ดึงความสามารถของสายไฟเส้นนี้ออกมาได้อย่างโดดเด่นที่สุด ผมจะไม่อธิบายอะไรยากๆนะ เพราะถ้าอยากอ่านรีวิวยากๆผมว่าเวปต่างประเทศทำได้ดีกว่าผมเยอะเลย เอาง่ายๆแค่ว่าถ้าซิสเต็มไหนต้องการให้เสียงร้องหวานขึ้น มีความนุ่มนวลละมุนละไมขึ้น มีบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น เอาสายไฟ Wireworld Aurora 7 เส้นนี้ไปเสียบกับ CD Player หรือ DAC นี่จบง่ายๆเลยครับ ผมเทียบระดับความหวานนี่น้องๆ Transparent Reference เลยนะครับ แต่ราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินกว่าเยอะ ถูกกว่ากันหลายเท่าเลยทีเดียว

      การต่อกับ Amplifier ผมจะพูดถึงรวมๆทั้ง Integrate Amp และ Pre-Power นะครับ สายไฟ Wireworld Aurora 7 ก็ยังสามารถยกระดับซิสเต็มเพิ่มเติมความหวานได้ดีระดับนึงเลยทีเดียว (ถึงจะไม่เท่าการนำไปใช้กับ CD หรือ DAC) แต่สิ่งที่เพิ่มเติมเห็นชัดขึ้นมาคือ ความชัดเจนของตัวโน๊ต น้ำหนักของคีย์เปียโน มวลเสียงของตัวโน๊ตแต่ละตัว ทำได้เป็นอย่างดีสิ่งเหล่านี้ทำให้ซิสเต็มเราปราศจากคำว่า "เสียงแห้ง" นะครับ ซิสเต็มใครเสียงแห้งๆต้องลองเอาสายไฟ Wireworld Aurora 7 เส้นนี้ไปลองใช้ดู

     สรุป สายไฟ Wireworld Aurora 7 มีจุดเด่นคือเสียงที่หวาน นุ่มละมุนละไม อีกทั้งราคาค่าตัวยังถือว่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับคุณภาพเสียงที่ได้รับ หากท่านต้องการสายไฟที่ให้เสียงหวานในระดับราคา 8,000-10,000 บาท ผมแนะนำให้เอาสายไฟ Wireworld Aurora 7 ไปลองจริงๆครับ ท่านจะไม่ผิดหวังกับผลลัพท์ที่ได้เลย

     ใครสนใจ ก็สั่งซื้อได้ทาง Online Store ที่สามารถเก็บเงินปลายทางหรือชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้พร้อมส่วนลดต่างๆมาก มาย หรือจะไปซื้อตามร้านตัวแทนจำหน่ายอย่าง ร้าน Taan@อัมรินทร์ พลาซ่า และ LennShop ซีคอนสแควร์ ศรีนคินทร์ ก็ได้เลยครับ หรือจะโทรมาพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสั่งซื้อกับทาง Irene Audio ก็ยินดีครับ เข้ามาที่ Facebook แฟนเพจได้เลยครับ สินค้า Wireworld รับประกัน Limited Lifetime ครับ ใช้งานปกติไม่แตกหักถ้าเสียเปลี่ยนตัวใหม่ไปเลยครับ

http://smarturl.it/shop-ireneaudio




Irene Audio
Line: cchalerm

www.ireneaudio.comhttp://line.me/ti/p/WkEwlLUmW_www.ireneaudio.com/shop

https://www.citibank.co.th/th/mc/index.html?icid=CC045T